![]() | ||
![]() |
Scientific Interest | ![]() |
| 17. โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิด สารกัมมันตรังสี กับต่อมไทรอยด์ | |
| ส่งโดย Submit by สมาคมเวชศาสตร์นิวเคลียร์แห่งประเทศไทย | เมื่อ (เวลาประเทศไทย) 18 มีนาคม 2554 14:00 on (Thailand time : GMT+7) 18 March 2011 14:00 |
สารกัมมันตรังสีคืออะไร สสารหรือธาตุที่เรารู้จักกันทั่วๆไป เช่น ออกซิเจน คาร์บอน ไอโอดีน โปแตสเซี่ยม ฯลฯ โดยที่อะตอมของธาตุเหล่านี้ประกอบด้วย 3 ส่วนคือ โปรตอน นิวตรอนและอิเลคตรอน ถ้าส่วนประกอบทั้งสามสมดุลกันอะตอมของธาตุจะมีเสถียรภาพ ไม่สลายตัว ก็จะเป็นธาตุที่ไม่ใช่สารกัมมันตรังสี ซึ่งเราประสบอยู่รอบตัวในชีวิตประจำวัน แต่ถ้าส่วนประกอบทั้ง 3 คือ โปรตอน นิวตรอนและอิเลคตรอน ไม่สมดุลอะตอมนั้นๆจะต้องมีวิธีทำให้ตนเองอยู่ในสภาพเสถียร โดยการปลดปล่อยพลังงานออกมาในรูปของกัมมันตรังสี อะตอมของธาตุที่มีการปลดปล่อยรังสีเช่นนี้เรียกว่าสารกัมมันตรังสี แต่กัมมันตรังสีที่ถูกปลดปล่อยออกมานี้ เมื่อเวลาผ่านไปจะมีการสลายตัวไป ก็จะทำให้ปริมาณรังสีค่อยๆลดลงเรื่อยๆ เช่น เมื่อรังสีรั่วออกมาจากเตาปฏิกรณ์ปรมาณูตอนแรก มีปริมาณรังสี 100% เมื่อเวลาผ่านไป (ถ้าไม่มีการรั่วออกมาอีก) ปริมาณรังสีจะลดลงเหลือ 90% 80% 70% จนหมดไปตามลำดับ ระยะเวลาที่สารกัมมันตรังสีลดลงเหลือครึ่งหนึ่ง (50%) เราเรียกว่าค่าครึ่งชีวิตของการสลายตัว ซึ่งมีค่าที่แตกต่างกันไปตามชนิดของธาตุต่างๆโดยอาจสั้นเป็นวินาทีหรืออาจจะนานเป็นล้านๆปีได้ ธาตุต่างๆนั้นสามารถพบได้ทั้งที่อยู่ในสภาวะเสถียรคือไม่มีการปล่อยรังสี และที่มีการปลดปล่อยรังสี เช่นไอโอดีน ซึ่งแม้ว่าสภาวะความเสถียรจะต่างกันแต่มีคุณสมบัติอื่นๆเหมือนกันทุกประการ สารกัมมันตรังสีมีอันตรายหรือไม่และอย่างไร รังสีมีหลายชนิดและมีแหล่งกำเนิดได้จากหลายๆแหล่งเช่นจากสารกัมมันตรังสีดังกล่าวข้างต้นหรือจากการผลิตขึ้นโดยมนุษย์เช่นเครื่องเอกเรย์ เป็นต้น ถ้าเป็นรังสีชนิดเดียวกันแล้วไม่ว่าจะมาจากแหล่งใดก็มีคุณสมบัติเหมือนกัน นั่นคือถ้ารังสีเดินทางผ่านเซลล์ของร่างกายมนุษย์ก็จะทำอันตรายต่อสารพันธุกรรมในเซลล์ให้ได้รับความเสียหาย แต่โดยทั่วไปแล้วถ้าปริมาณรังสีที่ร่างกายได้รับมีปริมาณน้อย ความเสียหายต่อสารพันธุกรรมก็น้อยร่างกายเราสามารถทำการซ่อมแซมให้กลับมาดีเหมือนเดิม ถ้าปริมาณรังสีมากขึ้นความเสียหายก็จะมากขึ้นจนร่างกายไม่สามารถซ่อมแซมให้กลับคืนเหมือนเดิมได้ทั้งหมด และโดยที่สารพันธุกรรมมีหน้าที่ควบคุมการเจริญเติบโตของเซลล์ ดังนั้นเมื่อสารพันธุกรรมได้รับความเสียหายการควบคุมการเจริญเติบโตของเซลล์ก็ผิดปกติไป เช่นเซลล์เจริญเติบโตโดยไม่สามารถควบคุมได้จนกลายเป็นมะเร็งเป็นต้น แต่มิใช่ว่าจะต้องเกิดมะเร็งเสมอไป โดยปกติถ้าภูมิต้านทานของร่างกายเราแข็งแรงดีและปริมาณเซลล์ที่ผิดปกติเหล่านั้นมีจำนวนไม่มากภูมิต้านทางของร่างกายก็จะสามารถกำจัดเซลล์เหล่านั้นให้หมดไปได้ไม่เจริญต่อไปเป็นมะเร็ง ผู้ที่ได้รับปริมาณรังสีในกรณีข้างต้นนั้นจะไม่รู้สึกหรือไม่มีอาการผิดปกติใดๆเลย หากร่างกายไม่สามารถกำจัดเซลล์ที่ผิดปกติเหล่านั้นให้หมดไปได้ เซลล์ก็จะค่อยๆเจริญเติบโตอย่างผิดปกติไปเรื่อยๆจนเกิดอาการหรือพบความผิดปกติได้ในภายหลังเป็นเดือนเป็นปีหรือเป็นหลายสิบปีได้ ถ้าได้รับรังสีในปริมาณมากขึ้นอีกความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเซลล์มากจนเซลล์ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้และตายไปเอง ในกรณีนี้ผู้ที่ได้รับรังสีก็จะมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นอย่างทันทีหรือ 2-3 วันหลังได้รับรังสี ทั้งนี้อาการจะมากหรือน้อยก็ขึ้นกับได้รับรังสีมากน้อยเพียงใด อาการที่อาจพบได้เช่นคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ผมร่วง ผิวหนังอักเสบ มึนงง สับสน เซลล์เม็ดเลือดและเกร็ดเลือดถูกทำลาย มีเลือดออกในทางเดินอาหารและภูมิคุ้มกันบกพร่องไป และสุดท้ายถ้าได้รับรังสีในปริมาณสูงมากผู้นั้นจะเสียชีวิตได้ในทันที สารกัมมันตรังสีที่รั่วออกมาจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เกิดความเสียหายมีอันตรายมากแค่ไหน สารกัมมันตรังสีที่รั่วออกมามีหลายชนิดเช่น ไอโอดีน-131 ซีนอน-137 ซีเซียม-137 สตรอนเชี่ยม-90 เป็นต้น การที่จะมีอันตรายมากน้อยแค่ไหนนั้นนอกจากปริมาณที่รั่วออกมามากแค่ไหนแล้ว ยังขึ้นกับคุณสมบัติของสารแต่ละอย่างด้วย สารบางชนิดมีค่าครึ่งชีวิตสั้นเมื่อรั่วออกมาไม่นานก็สลายตัวหมดไปไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆเช่นซีนอน-137 มีค่าครึ่งชีวิตเพียง 3.8 นาที ดังนั้นไม่กี่นาทีก็หมดไปเอง บางชนิดเป็นอนุภาคเล็กๆสามารถลอยไปกับลมได้แต่เมื่อลมหยุดพัดก็จะตกลงสู่เบื้องล่างปนเปื้อนในดินหรือในน้ำเช่นซีเซียมเป็นต้น บางชนิดมีลักษณะเป็นกาซถ้ามีค่าครึ่งชีวิตนานก็จะสามารถลอยไปได้ไกลเช่นไอโอดีนเป็นต้น แต่ถ้าฝนตกก็จะสามารถละลายไอโอดีนให้ตกลงสู่เบื้องล่างได้เช่นกัน ดังนั้นจึงเห็นว่าในกรณีการรั่วไหลที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่นสารกัมมันตรังสีที่จะมีความเสี่ยงมากที่สุดต่อประเทศไทยได้แก่ไอโอดีนเนื่องจากเป็นกาซสามารถลอยไปได้ไกลและเข้าสู่ร่างกายได้โดยการหายใจ ส่วนซีเซียมจะมาในลักษณะปนเปื้อนมากับอาหารต่างๆซึ่งสามารถป้องกันได้โดยการตรวจวัดปริมาณรังสีก่อนนำเข้าประเทศ สำหรับไอโอดีนที่ลอยมาจะเป็นอันตรายมากแค่ไหนก็ขึ้นกับปริมาณที่รั่วออกมาว่ามากน้อยแค่ไหน ลมแรงเพียงใดและพัดไปในทิศทางใด เนื่องจากไอโอดีนมีค่าครึ่งชีวิตประมาณ 8 วัน ดังนั้นถ้าลมไม่แรงก็อาจจะมาไม่ถึงประเทศไทย สารกัมมันตรังสีไอโอดีนที่รั่วออกมาดังกล่าวมีอันตรายต่อร่างกายอย่างไร ดังกล่าวข้างต้นอันตรายที่จะเกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหนขึ้นกับว่าปริมาณที่มาถึงประเทศไทยจะมากน้อยแค่ไหน อย่างไรก็ดีคงไม่มีโอกาสที่จะมีปริมาณมากถึงระดับที่ก่อให้เกิดอาการเฉียบพลันหรือเสียชีวิต แต่ความพิเศษของไอโอดีนรังสีก็คือถ้าได้รับเข้าสู่ร่างกายแล้วมันจะเข้าไปสะสมอยู่มากในต่อมไทรอยด์ซึ่งอยู่ที่บริเวณคอ เนื่องจากต่อมไทรอยด์จะต้องใช้ไอโอดีนในการสร้างเป็นไทรอยด์ฮอร์โมนต่อไป ดังนั้นต่อมไทรอยด์จะได้รับปริมาณรังสีมากกว่าอวัยวะอื่นๆในร่างกาย ถ้าหากได้รับเข้าไปมากต่อมไทรอยด์ก็อาจจะเกิดอาการอักเสบหรือถูกทำลายหมดทำให้ร่างกายขาดไอโอดีน ถ้าได้รับเพียงปริมาณน้อยๆความเสียหายต่อสารพันธุกรรมไม่มากร่างกายซ่อมแซมได้ก็จะไม่เกิดอันตรายแต่อย่างใด แต่ถ้าได้รับในปริมาณปานกลางก็อาจมีโอกาสที่จะเกิดมะเร็งต่อมไทยรอยด์ได้ในภายหลัง ทั้งนี้มิได้หมายความว่าทุกคนที่ได้รับในปริมาณนี้จะเกิดเป็นมะเร็งทุกคน เพียงแต่มีโอกาสมากขึ้นกว่าผู้ที่ไม่ได้รับรังสีเลยเท่านั้น มีวิธีป้องกันไม่ให้ร่างกายรับสารกัมมันตรังสีไอโอดีนหรือไม่ วิธีป้องกันไม่ให้เข้าสู่ร่างกายที่ทำได้ก็คือไม่เข้าไปอยู่ในบริเวณที่มีสารกัมมันตรังสีและไม่รับประทานอาหารที่มีการปนเปื้อนเท่านั้น แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็จะมีวิธีป้องกันไม่ให้สารกัมมันตรังสีไอโอดีนเข้าไปสะสมอยู่ในต่อมไทรอยด์ได้ ทั้งนี้เนื่องจากต่อมไทรอยด์มีความสามารถจับไอโอดีนได้ในปริมาณจำกัดปริมาณหนึ่ง ถ้าต่อมไทรอยด์มีปริมาณไอโอดีนในต่อมเพียงพอแล้วก็จะไม่จับไอโอดีนที่ได้รับเข้าไปอีก เราจึงใช้วิธีรับประทานสารไอโอดีนที่ไม่มีรังสีเข้าไปจนทำให้ต่อมไทรอยด์มีไอโอดีนมากพอที่จะไม่จับไอโอดีนเพิ่มเติมอีก ดังนั้นเมื่อเราได้รับไอโอดีนรังสีก็จะไม่เข้าไปสะสมในต่อมไทรอยด์ต่อไป จำเป็นที่จะต้องรับประทานสารหรือยาไอโอดีนที่ไม่มีรังสีหรือไม่ จำเป็นหรือไม่ขึ้นกับ 2 ปัจจัยคือโอกาสที่จะได้รับไอโอดีนรังสีเข้าไปสะสมในต่อมไทรอยด์ในปริมาณที่มากน้อยแค่ไหน และโอกาสที่จะเกิดมะเร็งต่อมไทรอยด์มากน้อยแค่ไหน เด็กเล็กจะมีโอกาสที่จะเกิดมะเร็งมากกว่าผู้ใหญ่ ดังนั้นถ้าปริมาณไอโอดีนรังสีในบรรยากาศมีน้อยก็ไม่จำเป็นที่จะต้องรับประทาน ถ้ามีปริมาณมากขึ้นอีกหน่อยและอายุน้อยก็ควรจะต้องรับประทานแต่ถ้าอายุมากแล้วก็อาจจะยังไม่จำเป็น มีข้อแนะนำว่าถ้าอายุมากกว่า 40 ปีแล้วโอกาสที่จะเกิดมะเร็งต่อมไทรอยด์จากกรณีนี้น้อยมากไม่มีความจำเป็นที่จะต้องรับประทานยาแต่อย่างใดนอกเสียจากว่ามีโอกาสที่จะได้รับปริมาณรังสีมากในขนาดที่ต่อมไทรอยด์อาจจะถูกรังสีทำลายจนหมดได้ จะรับประทานยาไอโอดีนดังกล่าวป้องกันไว้ก่อนเลยดีหรือไม่ ไม่แนะนำเนื่องจากการรับประทานยาไอโอดีนที่ไม่มีรังสีก็อาจเกิดผลข้างเคียงได้ ที่สำคัญที่สุดคืออาจเกิดอาการแพ้สารไอโอดีน หากรุนแรงมากอาจถึงเสียชีวิต ส่วนผลข้างเคียงอื่นๆที่อาจเกิดขึ้นได้เช่นคลื่นไส้ อาเจียน เด็กเล็กๆอาจเกิดต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยลง ส่วนในผู้สูงอายุโดยเฉพาะผู้ที่มีความผิดปกติของต่อมไทรอยด์อาจทำให้เกิดอาการต่อมไทรอยด์เป็นพิษได้ แม้ว่าผลข้างเคียงดังกล่าวพบได้ไม่มากนักแต่หากไม่จำเป็นจริงๆก็ไม่ควรเสี่ยง จะทราบได้อย่างไรว่าเมื่อใดควรจะรับประทานยาไอโอดีนดังกล่าว เนื่องจากประชาชนทั่วไปไม่มีทางทราบได้เลยว่าตัวเองจะมีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน และการคำนวณความเสี่ยงมีขั้นตอนที่ยุ่งยาก จึงจำเป็นต้องใช้วิธีฟังข่าวจากหน่วยงานราชการที่มีหน้าที่ในการเฝ้าระวังปริมาณการปนเปื้อน สำหรับประเทศไทยได้แก่สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปญี่ปุ่นก็ควรฟังข่าวจากทางการญี่ปุ่นว่าบริเวณใดมีการปนเปื้อนมากถึงระดับที่ต้องรับประทานยาเพื่อป้องกัน ถ้าต้องรับประทานยาดังกล่าวจะต้องรับประทานอย่างใด เนื่องจากยาไอโอดีนจะสามารถป้องกันไม่ให้ไอโอดีนรังสีเข้าสู่ต่อมไทรอยด์เท่านั้น หากไอโอดีนรังสีเข้าสู่ต่อมไทรอยด์แล้วก็จะไม่ได้ผล เนื่องจากไอโอดีนจะค่อยๆถูกจับเข้าสู่ต่อมไทรอยด์ในช่วง 24 ชั่วโมงแรก ดังนั้นยิ่งได้รับยาช้าเท่าใดก็จะมีผลป้องกันน้อยลงเท่านั้น จึงควรรับประทานยาก่อนที่จะได้รับไอโอดีนรังสีอย่างน้อย 24 ชั่วโมงก็จะได้ผลดีที่สุด และยาจะมีผลป้องกันอยู่เป็นเวลาประมาณ 24 ชั่วโมง จึงจำเป็นที่จะต้องรับประทานยาดังกล่าวทุกๆ 24 ชั่วโมงหรือวันละครั้งจนกว่าจะออกจากบริเวณที่ปนเปื้อน การรับประทานก็จะต้องรับประทานให้มากพอที่จะทำให้ต่อมไทรอยด์อิ่มตัว โดยแนะนำว่าสำหรับผู้ใหญ่ให้รับประทานยาโปแตสเซี่ยมไอโอไดด์วันละ 130 มิลลิกรัม ส่วนในเด็กก็ลดปริมาณลงตามน้ำหนัก คือน้ำหนัก 15-50 กิโลกรัมรับประทานวันละ 65 มิลลิกรัม 5-15 กิโลกรัมรับประทานวันละ 32 มิลลิกรัม และน้อยกว่า 5 กิโลกรัมรับประทานวันละ 16 มิลลิกรัม สำหรับผู้สูงอายุหรือผู้ที่เป็นโรคของต่อมไทรอยด์ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานยา การใช้ยาทาแผลที่มีไอโอดีนทาที่คอหรือรับประทานเกลือผสมไอโอดีนที่มีขายทั่วไปจะช่วยป้องกันได้หรือไม่ ไม่ได้เลยเนื่องจากปริมาณไอโอดีนที่ได้รับเข้าสู่ร่างกายด้วยวิธีนี้น้อยมากไม่เพียงพอที่จะทำให้ต่อมไทรอยด์อิ่มตัวได้ และถ้ายิ่งได้รับไอโอดีนรังสีเข้าไปแล้วก็ยิ่งไม่มีผลใดๆเลย ยาไอโอดีนดังกล่าวสามารถป้องกันอันตรายจากรังสีชนิดอื่นๆหรือป้องกันการเกิดมะเร็งในอวัยวะอื่นได้หรือไม่ ไม่ได้เลย 18 มีนาคม 2554 | |